คำถาม-คำตอบ

  • 1. การต่อพ่วงแบตเตอรี่ฉุกเฉินทำอย่างไร?

    เมื่อแบตเตอรี่ไฟหมด และจำเป็นต้องอัดกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่โดยไม่มีเครื่องชาร์จแบตเตอรี่สามารถต่อพ่วงแบตเตอรี่ลูกที่ไฟหมดเข้ากับแบตเตอรี่ของรถอีกคันได้ โดยทำดังนี้ จอดรถใกล้กัน แต่อย่าให้สัมผัสกัน ใช้สายพ่วงที่ใหญ่และไม่ยาวเกินไป ต่อแบตเตอรี่ตามหมายเลขในรูป คือ
    • 1). ต่อขั้วบวก (+) ของสายพ่วงเส้นที่ 1 เข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่ไฟหมด
    • 2). ต่อขั้วอีกข้างหนึ่งของสายพ่วงเส้นที่ 1 เข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่ดี
    • 3). ต่อขั้วลบ (-) ของสายพ่วงเส้นที่ 2 เข้ากับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่ดี
    • 4). ต่อขั้วอีกข้างหนึ่งของสายพ่วงเส้นที่ 2 เข้ากับโครงรถคันที่แบตเตอรี่ไฟหมด
    • 5). เมื่อสตาร์ทรถคันที่แบตเตอรี่ไฟหมด และเครื่องยนต์ติดแล้วถอดสายไฟทวนจากหมายเลข
  • 2. เราจะทราบได้อย่างไรว่า แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมหรือใกล้จะหมดสภาพการใช้งาน?

    สัญญาณเตือนเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เสื่อมสภาพ
    • 1. อายุการใช้งานมากกว่า 1 ปีครึ่ง หรือ 2 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพรถ, การใช้งานและดูแลรักษา)
    • 2. เครื่องยนต์จะสตาร์ทติดยาก
    • 3. ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง
    • 4. ระบบกระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง
    • 5. ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปรกติ
  • 3. อยากทราบว่า หากซื้อแบตเตอรี่มาเปลี่ยนเอง การถอดแบตเตอรี่อย่างไรจึงจะปลอดภัย?

    สิ่งที่ควรระวัง!! สำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่เอง คือ ต้องดับเครื่องทุกครั้ง (OFF) และที่สำคัญในการถอดแบตเตอรี่ คือ ต้องถอดขั้วลบ (-) ออกก่อนเสมอ เพื่อป้องกันการลัดวงจร และเมื่อเปลี่ยนลูกใหม่เข้าไป ขั้วที่จะใส่ก่อน คือ ขั้วบวก (+) อย่าลืมนะคะ เปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกครั้ง จำหลัก "ถอดลบ (-) ใส่บวก (+)" เสมอ เพื่อป้องกันการลัดวงจรและเกิดประกายไฟ
  • 4. ถึงเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์แล้วหรือไม่

    • 4.1 ทดสอบสภาพ ของแบตเตอรี่รถยนต์เพื่อดูว่ายังสามารถใช้การได้อยู่หรือไม่
    • 4.2 หากเป็นแบตเตอรี่น้ำ จะต้องเติมให้แบตเตอรี่เสมอ อย่าให้น้ำแห้ง
    • 4.3 ดูว่าอายุการใช้งานเป็นอย่างไรบ้าง หากเกิน 2ปีขึ้นไป ควรจะต้องเปลี่ยนแบตใหม่
    • 4.4 การเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ควรให้ช่างมืออาชีพเปลี่ยน ไม่ควรเปลี่ยนเองหากยังไม่ชำนาญ
    • 4.5 เลือกขนาด แบตเตอรี่รถยนต์ ให้เหมาะกับรถยนต์ โดยจะมีตั้งแต่ขนาดเล็ก ถึงใหญ่
    • 4.6 เลือกแอมป์ให้พอเหมาะกับการใช้รถ หากรถไม่ได้ใช้ไฟมาก เช่น เปิดลำโพง, ดูหนังเป็นประจำ ใช้แอมป์น้อยๆ ก็พอ
    • 4.7 แนะนำว่าหากไม่มีเวลาดูแลรถยนต์ ควรใช้แบตเตอรี่แห้ง เพราะไม่ต้องคอยเติมน้ำกรดเอง ใช้ง่ายสะดวก แต่ราคาจะแพงกว่าแบตเตอรี่น้ำ
    การเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ นั่นอย่างต่ำควรเปลี่ยนทุกๆ 2 ปี เพราะหลังจากนั้นจะเป็นเวลาที่แบตเตอรี่รถยนต์ เริ่มเสื่อมสภาพนั่นเอง ทั้งนี้การเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ หรือการเลือกแบตเตอรี่รถยนต์ หากไม่มีความรู้ แนะนำควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  • 4. แบตเตอรี่ คืออะไร?

    แบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์จัดเก็บ และจ่ายกระแสไฟฟ้า โดยมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ที่มีการทำปฏิกิริยาเคมีภายใน ทำให้เกิดไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งรวมพลังไฟฟ้าของรถ แบตเตอรี่ให้กระแสไฟฟ้าแก่รถในการสตาร์ทเครื่องโดยการจ่ายไฟฟ้าให้แก่ไดร์สตาร์ทเพื่อให้เครื่องยนต์ติด จากนั้นระบบไฟฟ้าที่ใช้ในรถจะมาจากไดชาร์จ ยกเว้นกรณีการใช้อุปกรณ์บางอย่างเช่นใบปัดน้ำฝน ไฟหน้ารถ ไฟเลี้ยว ฯลฯ จะมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ช่วยในการทำงาน แบตเตอรี่ที่ติดรถเรียบร้อยแล้วจะได้รับการเติมไฟฟ้าจากไดร์ชาร์จเมื่อกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลดลงเนื่องจากการนำกระแสไฟฟ้าไปใช้ (โดยกระบวนการชาร์จไฟนี้จะทำงานในขณะที่เครื่องยนต์ติด)

  • 5. หน้าที่ของ แบตเตอรี่

    แหล่งพลังงานจ่ายไฟให้แก่สตาร์ทเตอร์ และระบบจุดระเบิดให้แก่เครื่องยนต์ เพื่อให้เครื่องยนต์หมุนและติดเครื่องได้ เป็นแหล่งให้พลังงานแก่ระบบไฟฟ้าอื่นๆในรถยนต์เมื่อระบบไฟฟ้าในรถยนต์ต้องการกำลังไฟฟ้ามากกว่าที่ระบบจ่ายไฟของรถยนต์จะจ่ายได้ รักษาระดับกระแสไฟให้คงที่

  • 6. ชนิดของแบตเตอรี่

    แบตเตอรี่แบบธรรมดา (เติมน้ำกรดแล้วชาร์จไฟในครั้งแรก จากนั้นต้องหมั่นดูแลระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอ) แบตเตอรี่แบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่น (Free Maintenance) หรือโดยทั่วไปนิยมเรียกว่า “แบตแห้ง” (แบตเตอรี่ชนิดนี้มีการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟมาจากโรงงาน ก่อนการติดตั้งสินค้าในครั้งแรกต้องทำการกระตุ้นแผ่นธาตุโดยการชาร์จไฟฟ้าระยะสั้นประมาณ 5-10 นาที จากนั้นไม่ต้องดูแลระดับน้ำในระยะแรก (6 เดือนแรก) หลังจากนั้นควรดูแลประมาณ 3 เดือนครั้ง เนื่องจากแบตเตอรี่ชนิดนี้มีระบบป้องกันการระเหยของน้ำทำให้มีการระเหยของน้ำในแบตเตอรี่ต่ำมาก

  • 7. สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

    การประจุไฟที่น้อยเกินควร Under Charging อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:
    • - เกิดคราบขาวที่แผ่นธาตุของแบตเตอรี่ส่งผลให้ประจุไฟได้ยาก
    • - ทำให้แผ่นธาตุจะเสื่อมสภาพ

    การประจุไฟที่มากเกินควร Over Charging อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:
    • - น้ำกลั่นแปรสภาพเป็นแก๊สมากทำให้ระดับน้ำกลั่นลดลง
    • - อุณหภูมิสูงขึ้นมากทำให้แผ่นธาตุเสื่อม
    • - ทำให้ผงตะกั่วเกิดการสึกกร่อนจากแผ่นธาตุ
    • - แผ่นธาตุงอโค้ง
    • - ลดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่

    การลัดวงจรในช่องแบตเตอรี่ Short Circuit อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:
    • - เกิดตะกอนที่อยู่ส่วนล่างของหม้อแบตเตอรี่มากเกินไป
    • - เกิดจากการแตกหักหรือการเสื่อมสภาพของแผ่นกั้นระหว่างแผ่นธาตุบวก และแผ่นธาตุลบ

    ปัญหาระบบไฟในรถยนต์ อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:
    • - การติดเครื่องเสียง สัญญาณกันขโมย อุปกรณ์เสริมในรถเพิ่มเติม (ไฟไม่พอ)
    • - การเปลี่ยนแปลงขนาดของแบตเตอรี่
    • - การลัดวงจรของสวิทซ์ไฟต่างๆในรถ
    • - ประสิทธิภาพการทำงานของไดชาร์จไม่เต็มที่

    การมีสารอันตรายปะปนในหม้อแบตเตอรี่ Impurity อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:
    • - น้ำกรดไม่ได้คุณภาพ
    • - น้ำกลั่นที่เติมลงไปไม่บริสุทธิ์
    • - เติมน้ำกลั่นสี (สารหล่อเย็น) ลงไป

    การเกิดซัลเฟต (Sulfation) แผ่นธาตุที่มีผลึกซัลเฟตสีขาวเกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นธาตุ เกิดจาก:
    • - ปล่อยทิ้งแบตเตอรี่ไว้นานๆ โดยไม่นำไปใช้
    • - การประจุไฟที่น้อยเกินไป (Under Charging)
    • - แผ่นธาตุโผล่พ้นระดับน้ำกรด
  • 8. น้ำกรด (Electrolyte)

    น้ำกรดซัลฟูริค (Sulfuric Acid) เป็นตัวนำไฟฟ้าระหว่างแผ่นธาตุบวก และลบ น้ำกรดที่ใช้ในประเทศไทยควรมีค่า ถ.พ. ระหว่าง 1.24-1.25 ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส การเติมน้ำกรด: ใช้น้ำกรดที่มีค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 1.240-1.250 ใส่น้ำกรดลงในทุกช่องแบตเตอรี่จนถึงระดับ UPPER ตั้งแบตเตอรี่ทิ้งไว้ในร่มประมาณ 1 ชม. เพื่อให้ซึมเข้าแผ่นธาตุ ถ้าน้ำกรดลดลง ให้เติมน้ำกรดอีกครั้งจนถึงระดับ UPPER

  • 9. วิธีสังเกตแบตเตอรี่เสื่อม

    เมื่อมีอาการต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ (สำหรับแบตเตอรี่ธรรมดา) ไฟหน้าไม่สว่าง ตอนเช้าสตาร์ทรถติดยาก (เสียงเครื่องหมุนช้า) กระจกไฟฟ้าเริ่มทำงานช้าลง ระบบไฟฟ้าอื่นๆในรถทำงานช้าลง เมื่อแบตเตอรี่ใช้งานมานานกว่า 1.5 - 2 ปี ไดสตาร์ทไม่สามารถทำงานได้ แผ่นธาตุภายในเกิดอาการบวม น้ำกรดภายในลดลง (แห้ง) ต่ำกว่าแผ่นธาต

  • 10. การดูแลรักษาแบตเตอรี่

    ทำความสะอาดสายไฟ ทั้งบวกลบ และแบตเตอรี่ด้วยน้ำอุ่น และเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ ตรวจเช็คทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ และทาด้วยวาสลิน เพื่อป้องกับคราบขี้เกลือ ตรวจเช็คน้ำกลั่นสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้น้ำแห้ง ไม่เติมน้ำกลั่นให้เกินกว่าขีดสูงสุด และต่ำกว่าขีดต่ำสุด ตรวจวัดระดับกระแสไฟแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ ตรวจเช็คไดร์ชาร์จ เมื่อระบบไฟอ่อน ตรวจสอบความมั่นคงของการติดตั้ง ห้ามเติมน้ำกรด และน้ำกลั่นที่มีสีหรือสารเคมีโดยเด็ดขาด ห้ามสูบบุหรี่ ขณะตรวจเช็คน้ำในแบตเตอรี่ เพราะอาจจะระเบิดได้ ตาแมวของแบตเตอรี่แห้งใช้ดูกำลังไฟโดย (สีน้ำเงิน=ไฟดีอยู่ / สีส้มแดง=แบตเตอรี่มีปัญหาจะต้องชาร์ตไฟหรือเติมน้ำกลั่น / สีขาว=แบตเตอรี่เสียหรือเสื่อมคุณภาพ ต้องเปลี่ยนลูกใหม่)

  • 11. การพ่วงสายแบตเตอรี่

    สายเส้นแรก เริ่มหนีบขั้ว + ของแบตเตอรี่ลูกที่ไฟหมด โดยถือปลายสายอีกด้านลอยไว้ แล้วจึงหนีบขั้ว + ของแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ สายเส้นที่สอง หนีบขั้ว – ของแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ แล้วหนีบอีกปลายเข้ากับตัวถังหรือโลหะในห้องเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่ไม่มีไฟ (ไม่ควรหนีบเข้ากับขั้ว – ของแบตเตอรี่ที่ไฟหมด เพื่อป้องกันการระเบิดของแบตเตอรี่เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก) จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่มีไฟ แล้วจึงสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่ถูกพ่วง เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วจึงถอดสายพ่วงออกทีละขั้ว โดยเริ่มจากปลายสาย – ด้านที่หนีบอยู่กับตัวถังรถ แล้วจึงถอดปลายอีกด้าน จากนั้นให้ถอดปลายสาย + ที่หนีบอยู่กับแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ แล้วจึงถอดปลายสายอีกด้าน โดยในการถอดก็ต้องระวังไม่ให้ปลายสายสัมผัสกับสิ่งใด